สื่อความจริง

ธันวาคม 25, 2009

พระรัตนะตรัย

Filed under: ธรรมะ — ภูวเดช @ 6:37 pm
บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา ( เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น )
อะระหัง ( เป็นผู้ไกลจากกิเลส ) สัมมาสัมพุทโธ ( เป็นผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง )
วิชชาจะระณะสัมปันโน ( เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ )
สุคะโต ( เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี ) โลกะวิทู ( เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง )
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ ( เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า )
สัตถาเทวะมนุสสานัง ( เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย )
พุทโธ ( เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ) ภะคะวาติ. ( เป็นผู้มีความเจริญจำแกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้ )

บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ( พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว )
สันทิฏฐิโก ( เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง )
อะกาลิโก ( เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล )
เอหิปัสสิโก ( เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด )
โอปะนะยิโก ( เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว )
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. ( เป็นสิ่งที่ผู้รู้ พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ ฯ )

บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว )
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว )
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว )
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว )
ยะทิทัง ( ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ )
จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา ( คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ )
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า )
อาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา )
ปาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่จัดไว้ต้อนรับ )
ทักขิเนยโย ( เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน )
อัญชะลีกะระนีโย ( เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี )
อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ. ( เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ )
โฆษณา

ธันวาคม 8, 2009

สังคมกะพี้ที่มีอัตตาสูง

Filed under: ธรรมะ — ภูวเดช @ 6:55 am

หลายวันที่ผ่านมา ผมสังเกตุเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมกะพี้ที่มีอัตตาสูง ทำไมจึงพูดเช่นนั้น หลายๆเรื่องมันสะท้อนอย่างนั้นครับ ก่อนที่จะพูดกันต่อไป ต้องย้ำกับคำว่าสังคม ก่อนว่าคือ ที่ที่คนหมู่มากอยู่รวมกัน การพูดว่าสังคมเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในสังคมเป็นอย่างนั้น แต่เป็นผลรวมๆที่คนส่วนใหญ่ในสังคมแสดงและสะท้อนออกมาในรูปแบบต่างๆ

ตัวอย่างแรก “นี่หรือเมืองพุทธ” เรามักจะได้ยินได้ฟังคำพูดนี้บ่อย เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีต่างๆขึ้น เช่น พระสงฆ์ทำผิดกฏหมายอาญาบ้านเมืองจนต้องถูกลงโทษ ซึ่งเมื่อคิดให้ดีแล้ว คนที่บวชเป็นพระถือศีล 227 ข้อ มีเป้าหมายเพื่อพ้นทุกข์ทางโลก ถ้าเข้าถึงเนื้อหาของพระธรรมบ้าง ก็ไม่น่าจะเกิดเรื่องทำผิดขนาดต้องโดนอาญาบ้านเมืองได้ ส่วนในฝ่ายฆารวาส ชาวบ้านทั่วๆไป ธรรมะพื้นๆที่จำเป็นในการดำรงค์สังคม เช่น พรหมวิหารสี่ ๑.เมตตา ๒.กรุณา ๓.มุทิตา ๔.อุเบกขา ซึ่งเป็นธรรมะสำหรับจิตใจ ก็ยังเข้าใจไม่หมด ส่วนใหญ่ ได้แค่ เมตตา บางคนสับสน เมตตากับกรุณา มุทิตาไม่ต้องพูดถึง มีแต่การเตะตัดขากันใครสำเร็จเกินตนไม่ได้ต้องเอามันลง ไม่มีการชื่นชมในความสำเร็จของคนอื่นเลย ส่วนอุเบกขาไม่รู้จักบางส่วนเข้าใจผิด ดังนี้เป็นต้น  พระธรรมของพุทธเจ้าจะเป็นระบบแยกส่วนแยกข้อไม่ได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่เห็นพุทธศาสนิกชน อ้างธรรมะเพียงบางข้อเพื่อตีความเข้าข้างตัวเอง เช่นหลักกาละสูตร ส่วนใหญ่มักจะพูดแค่ไม่ให้เชื่อ 10 อย่าง โดยไม่ได้บอกว่าพระพุทธเจ้าก็แนะนำวิธีที่จะเชื่อเอาไว้ด้วย จริงๆแล้วส่วนสำคัญของสูตรนี้อยู่ที่การจะเชื่ออย่างไรมากกว่า ธรรมะอีกข้อหนึ่งที่มักจะได้ยินส่วนเดียว คือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เรามักได้ยินแค่นี้ จริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมไว้ต่อไปว่า “ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้เท่าตนเอง” และสุดท้าย “ตนที่ฝึกฝนดีแล้วเป็นที่พึ่งได้แท้” จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของพระธรรมนี้คือ การฝึกตนกลับไม่ค่อยได้ยินใครพูดกัน

นี่คือสังคมกะพี้ทางศาสนา

ตัวอย่างที่สอง “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง” ในช่วงที่มีการต่อสู้ทางการมืองมากๆ มักจะได้ยินคำพูดนี้เสมอ แต่ไม่ค่อยได้ยินว่าปชต.ส่วนที่เหลือคืออะไร หลายคนพูดกันไปต่างๆนานา จนบางคน บอกว่าไม่จำเป็นต้องมี ปชต. ก็ได้ ที่สำคัญไม่ได้พูดกันคน-สองคน แต่พูดผ่านสื่อ สื่อเอาไปพูด โดยไม่มีใครตั้งคำถามเลย แม้ในพวกที่ใช้ชื่อลงท้ายว่า “…เพื่อประชาธิปไตย” ยังเสนอ เลือกตั้งแบบ 70:30 อยู่เลย บางพวกพูดว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่พอถูกถามว่าประชาธิปไตยคืออะไร ก็ตอบไม่ค่อยได้ ได้แต่ความรู้สึกว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ เมื่อรู้สึกไม่ตรงกัน ก็เลยทะเลาะกันใหญ่โตอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

นี่คือสังคมกะพี้ทางการเมือง

อีกตัวอย่างหนึ่ง “สินค้าไม่ต้องดีเลิศ นำเสนอให้ดี กลยุทธ์เหนือกว่าก็ชนะได้” คำพูดนี้เป็นที่เชื่อถือกันในหมู่นักการตลาด นักกลยุทธ์ธุรกิจ ฟังเผินๆก็ดูท่าจะจริง แต่ลองมองจากฝั่งลูกค้าผู้ซื้อสินค้าสิครับ ดูเหมือนจะถูกหลอกโดยการนำเสนอและกลยุทธ์ธุรกิจให้ซื้อสินค้าคุณภาพรองๆลงไป เมื่อความคิดนี้ได้รับการเชื่อถืออย่างกว้างขวางออกไปในสังคม ก็แน่ใจได้เลยว่าทั้งสังคมก็เหมือนถูกหลอกให้ซื้อสินค้าคุณภาพรองๆ การที่เกิดคำพูดเช่นนั้นก็อาจจะเป็นเพราะว่า การผลิตสินค้าคุณภาพเลิศนั้นต้องลงทุนลงแรงเพิ่มอีกจนเกินความสามารถขององค์กรธุรกิจนั้นๆ ทำให้สินค้าที่ได้ออกมาอาจจะแพงเกินไป หรือออกมาช้าเกินไป ไม่ทันกับเงื่อนไขธุรกิจ นั่นคือเราเข้าไม่ถึงคุณภาพที่แท้จริงของสินค้า/บริการ

นี่สังคมกะพี้ทางคุณภาพสินค้า/บริการ

ยังมีตัวอย่างทำนองนี้อีกมาก ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นได้ทุกวงการ

โดยเหตุที่สังคมส่วนใหญ่เข้าถึงแต่กะพี้ของเรื่อง แต่โดยไม่รู้ตัวสังคมกะพี้ทั้งสังคมนั้นต้องการแก่นแท้ของทุกเรื่อง เราต้องการเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ เราจึงพูดทำนองตำหนิว่า นี่หรือเมืองพุทธ เราต้องการ ปชต. โดยแก่นแท้ เราจึงพูดว่า ปชต.ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง เราต้องการสินค้าคุณภาพเลิศ แต่ยังทำไม่ได้

การหวังแล้วยังไม่ได้อย่างที่หวัง ทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายปมด้อยในใจ ทางออกหนึ่งที่คนใช้จัดการความรู้สึกนี้คือ ยกปมเด่นอื่นขึ้นมากลบปมด้อยนั้น เรื่องใดหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดปมเด่นขึ้นก็ใช้ได้ และจะถูกยึดถือเอามากๆได้ถ้าได้อยู่กับปมเด่นนั้นนานพอ และถ้าใครมาลดความน่าเชื่อถือของปมเด่นนั้นก็จะถูกต่อต้านเอามากๆ ปัญหาในสังคมทุกวันนี้คือ ปมเด่นของบางกลุ่มไปลบปมเด่นของบางกลุ่ม จึงต้องต่อสู้กัน นั่นคือ สังคมมีอัตตาสูง

ทางออกเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย การที่จะบอกว่าใครสักคนอยู่ที่กะพี้ของเรื่องของเขานี่มันยาก อาจจะถูกปทุษร้ายเอาได้ง่ายๆด้วย เพราะการทำเช่นนั้นคือการลดความเชื่อมั่นในตัวเขาเองลง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะสำรวจกันเอง เข้าใจกันเอง แก้ไขกันเอง แต่หลักก็คือ แทนที่จะไปหาปมเด่นอื่นๆ เพื่อกลบปมด้อย (ที่หวังแล้วไม่ได้อย่างหวัง) แต่ละคนก็ต้องเข้าให้ถึงแก่นของเรื่องที่หวังแล้วทำให้ได้เอง ก็จะหมดปมด้อยไปโดยธรรมชาติ อัตตาก็จะลดลงไปเอง

นิสัยหนึ่งที่พึงจะให้เกิดกับคนไทยคือ การขุดคุ้ยให้ถึงเนื้อแท้ของเรื่องที่ผ่านประสาทการรับรู้ต่างๆเข้ามา อย่ารับเข้ามาแล้วเอาไปยึดถือเลยโดยไม่กลั่นกรอง ไม่พิจรารณาอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน ด้วยนิสัยขุดคุ้ยให้ถึงแก่นนี้ จะค่อยๆเปลี่ยนบุคคลไปสู่ความเป็นเนื้อแท้เอง

ก็ได้เพียงแต่หวังว่าท่านผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องนี้และสำรวจตัวเองว่าเรากะพี้ในเรื่องใดๆบ้าง เรามีนิสัยเข้าถึงเนื้อแท้แล้วหรือยัง ถ้ายังก็เร่งฝึกฝนให้เกิด ถ้ามีอยู่บ้างก็ทำให้มากขึ้น ท้ายที่สุดท่านก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแก่นแท้ที่ไม่ยึดอัตตา เมื่อนั้นอาจจะเป็นเราเอง หรือลูกหลานของเราจะได้เห็น ได้อยู่ในสังคมที่สงบร่มเย็น

บลอกที่ WordPress.com .