สื่อความจริง

มีนาคม 31, 2010

จับแพะชนแกะบิดเบือนตรงนี้

Filed under: วิเคราะห์ข่าว — ภูวเดช @ 4:47 pm

จากการคุยกันทาง twitter คุณ @indexthai ถามผมดังนี้

@indexthai ผมถูกคุณต่อว่าบ่อย อคติ จับแพะชนแกะ บิดเบือน แล้วนี่ http://bit.ly/c2EpXS อคติ จับแพะชนแกะ บิดเบือน ตรงไหน?

ผมจึงอยากจะขยายให้ฟัง แต่ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า ผมจะมุ่งตีประเด็นต่างในเนื้อข่าว ไม่มีความมุ่งหวังที่จะวิจารณ์ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้เขียนแต่ประการใดๆ

ขอให้ท่านผู้อ่านเข้าไปอ่าน link ข้างต้นนั้นก่อน

1. ความน่าเชื่อถือของข้อมูลหลัก

ข้อมูลหลักของเรื่องนี้คือ ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของอดีตนายกทักษิณ

จากข้อความ ” สื่อประเทศอังกฤษ เสนอข่าวหลังทักษิณถูกถอนวีซ่า มีการอายัดทรัพย์สินของทักษิณมีมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 140,000 ล้านบาท สื่อประเทศมาเลเซียเสนอข่าว ทักษิณมีเงิน 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 192,500 ล้านบาท ก่อนจะขาดทุน จากการเก็งกำไรน้ำมัน และอสังหาริมทรัพย์ เหลือ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 17,500 ล้านบาท รวมแล้วมีมูลค่าเกือบ 5 แสนล้านบาท

ก่อนจะตัดสินอะไรลงไปผมต้องให้แน่ใจในความถูกต้องของข้อมูล เมื่อตามลงไปถึงที่มาของข้อมูลข้างต้นผมพบ link นี้ http://bit.ly/9RjUsX เมื่อตามข้อมูลใน link ลงไปอีกพบ link นี้ http://bit.ly/blsuMv ด้วยข่าวลงวันที่ Dec 26, 2008 เวลา 10:58 และ link นี้ http://bit.ly/c8mb7A ด้วยข่าวลงวันที่ Dec 26, 2008 เวลา 15:44 พบว่าข้อมูลทั้งหมดมาจาก ” the international financier, who asked not to be named “ ซึ่งแม้กระทั่งไม่กล้าเปิดเผยชื่อก็ยังใช้คำว่า belived ในประโยค “the UK government has frozen about US$4.2 billion in assets believed to belong to ex-prime minister Thaksin” ซึ่งเป็นประโยคที่เป็นประเด็นหลักของบทความ แต่ผมยังไม่แน่ใจจนกว่าจะได้ชื่อแหล่งข่าวนั้น จึงค้นต่อไปพบ link นี้ http://bit.ly/ce1NFa ซึ่งเป็นข้อสังเกตุของ BP ถึงข่าวรัฐบาล UK ยึดทรัพย์ที่เชื่อว่าเป็นของอดีตนายกทักษิณ ปรากฏชื่อ Thanong in The Nation

และจากการค้นคว้าที่มาของข่าวเกี่ยวกับ ทรัพย์สินของอดีตนายก พบว่ามาจากแหล่งเดียวคือ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000016439 บทความนี้ได้ถูกกระจายไปโพสต์ตามเว็บไซต์ต่างๆมากมาย ทั้งเต็มบทความและบางส่วน

จาก link ทั้งหมดข้างต้นก็พอจะมองเห็นภาพการเกิดข่าวได้ ข้อมูลเริ่มต้นจากคนที่ชื่อ Thanong ของ The Nation แล้วให้สำนักข่าวต่างประเทศเอาไปลง สร้างความน่าเชื่อถือของข่าว จากนั้นนสพ.เมืองไทยก็เอามาลง แม้แต่คำในข่าวยังใช้คำว่า ” belived ” จากแหล่งข่าวที่ไม่กล้าออกชื่อ…ข่าวชิ้นนี้เชื่อถือไม่ได้

2. ความเห็นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลหลัก

จากข้อความในท่อนต่อมา

ทักษิณบอก ให้ประชาชนเป็นอยู่อย่างพอเพียง ตามพระราชดำรัสพ่อหลวง แต่จากต้นปี 2544 ถึงปลายปี 2549 ระยะเวลาประมาณ 6 ปี มูลค่าทรัพย์สินเขาเพิ่มจาก 5 หมื่นล้าน เป็น 5 แสนล้าน มูลค่าทรัพย์สินเพิ่ม 10 เท่า ชาวบ้านไม่มีจะกิน แต่ของเขากินใช้สิบชาติไม่หมด

มิจฉาอาชีวะเท่านั้น ที่จะทำให้สินทรัพย์ของเอกชนหรือประชาชนมีมูลค่าเพิ่มสูงแบบเหลือเชื่อ อาชีพทางอบาย นักกีฬาอาชีพ นักร้อง นักแสดง การพนัน ค้าสิ่งเสพติด ขายเหล้าเบียร์ โจรใส่สูท รวมทั้งจากการปั่นตลาดหุ้น ทำให้เอกชนหรือประชาชนมั่งคั่งแบบผิดปกติได้

นั้นเป็นการสรุปจากข้อมูลหลัก (ในข้อ 1 ซึ่งเชื่อถือไม่ได้) ว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 10 เท่าใน 6 ปี และยังกล่าวหาต่อไปว่า มีมิจฉาอาชีวะเท่านั้นที่จะทำได้อย่างนั้น โดยที่ไม่มีข้อมูลอ้างอิงว่า มิจฉาอาชีวะอย่างไรตรงไหน…นี่คือการกล่าวหาโดยอคติ

3. การเชื่อมโยงข้อมูล

จากข้อความ กรณีถุงขนม 2 ล้านบาท เป็นตัวบ่งบอก ถึงรูปแบบและวิธีการประกอบอาชีพของทักษิณในระยะหลัง นั้นอ้างถึงกรณีที่เกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นซึ่งศาลได้ตัดสินลงโทษไปตามความผิดแล้ว ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นเคยทำงานให้กับอดีตนายกทักษิณ แต่ก็กระทำไปความรับผิดชอบของตัวเอง ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับอดีตนายกทักษิณ แต่บทความก็เอามาเชื่อมโยงเพื่อกล่าวหาลักษณะเช่นนี้คือ…การจับแพะชนแกะ

4.ข้อสรุป นอกจากตัวอย่างข้อความที่นำเสนอมานั้นยังพบลักษณะดังกล่าวข้างต้นนั้นได้ตลอดทั้งบทความ จึงขอตอบท่าน @indexthai เท่านี้ครับ

โฆษณา

มีนาคม 23, 2010

การปฏิวัติสังคมโดยประชาชน

Filed under: กลยุทธ์ — ภูวเดช @ 4:31 am

การรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยจนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองไทย และข้ออ้างที่นิยมกันมากในหมู่ผู้ทำรัฐประหารคือ นักการเมืองคอร์รัปชั่น เมื่อทำรัฐประหารก็ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันขณะนั้นทิ้ง แล้วร่างขึ้นมาใหม่ ให้นริโทษกรรมพวกที่ทำรัฐประหาร จากนั้นก็เลือกตั้งใหม่ ได้นักการเมืองใหม่บ้างเก่าบ้าง เข้ามา ท้ายที่สุดก็ไปลงที่คอร์รัปชั่น แล้วก็ทำรัฐประหารใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นวงจรอุบาทว์ ไม่สิ้นสุด นับตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา การรัฐประหารถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นได้อีก ปัญหาที่เกิดซ้ำๆแบบนี้ มีรากแห่งปัญหานั้นอยู่ ที่ใช้คำว่าราก ไม่ใช้คำว่าสาเหตุก็เพราะ การรัฐประหารในเมืองไทยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่คิดว่าถูกตัดทอนไม่ให้เกิดได้ แต่ท้ายที่สุดก็เกิดขึ้นได้อีก คล้ายกับต้นไม้ที่หยั่งรากลึกลงไปในดิน แต่เราตัดเหลือเพียงโคน แต่ยังไม่ถูกขุดรากถอนโคนขึ้นมา ถึงเวลาหนึ่งต้นไม้นั้นก็งอกงามขึ้นใหม่ได้ อีก เพื่อที่จะตัดรากถอนโคนการรัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้นได้อีก ก็ต้องศึกษาให้ชัดว่า รากของรัฐประหารในเมืองไทยคืออะไร เมื่อรู้แล้วก็จะได้หาวิธีขุดรากถอนโคนทิ้ง การรัฐประหารจะได้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยเสียที

รากแห่งการรัฐประหารของไทย

รัฐประหารเป็นการทำผิดกฏหมาย แต่ทำไมจึงยังนิยมทำกัน พวกที่ทำมักอ้างว่า ในขณะนั้นบ้านเมืองมีปัญหาไม่มี (ปัญญาหา) ทางออกอื่นแล้วจึงยึดอำนาจ เพื่อล้มกระดานให้ เริ่มต้นกันใหม่ แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปแล้ว ต้องถามว่าเริ่มต้นใหม่จริงหรือ ? แล้วก็จะได้คำตอบว่าไม่จริง เพราะหลังจากรัฐประหารทุกครั้ง เป้าหมายที่เป็นถูกอ้างว่าเป็นเหตุแห่งการรัฐประหารถูกจัดการต่อไปทุกครั้ง แล้วทุกๆอย่างก็ดำเนินไปตามที่เคยเป็นต่อไป ไม่ได้ล้มกระดานอะไรเลย ไม่เคยมีอะไรใหม่ นอกจากรัฐธรรมนูญ

จึงสรุปได้ว่า การรัฐประหารเป็นการแก้ปัญหาการเมืองอย่างหนึ่งซึ่งไม่ถูกต้องตามกฏหมาย แต่ผู้คนในเมืองไทยส่วนหนึ่งเชื่อว่าจำเป็นต้องใช้ โดยเฉพาะในขณะที่กำลังเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น นั่นหมายความว่า ผู้คนในบ้านเมืองส่วนหนึ่ง ยอมรับการทำผิดกฏหมายอย่างการทำรัฐประหารถ้าแก้ปัญหาตรงหน้านั้นได้ เมื่อฟังคำพูดเช่นนั้นแล้วก็ดูเหมือนว่าน่าตำหนิคนส่วนนั้นจริง แต่ถ้าลองพิจารณาพฤติกรรมของคนในสังคมไทยให้กว้างๆออกไป จะพบว่า มีเรื่องผิดกฏหมายอีกมากมายที่ (ต้องเรียกว่า) คนส่วนใหญ่ทำอยู่โดยไม่ตะขิดตะขวงใจเลยเช่น การทำผิดกฏจราจร, การทำเป็นไม่เห็นการกระทำผิดกฏหมาย, การคอรัปชั่นไปตามน้ำ, การจ่ายเงินเพื่อฝากลูกเข้าเรียน, เข้าทำงาน เป็นต้น การติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อกรณีต่างๆ อีกจิปาถะ สาธยายไม่หมด

เมื่อหลายปีก่อนผมกับเพื่อนคนไทย ไปเที่ยวกันในอเมริกา ไปเช่ารถขับกันมีเพื่อน อเมริกันนั่งไปด้วย คนไทยขับรถ หลายครั้งคนไทยขับรถในแบบที่ผิดกฏจราจร เช่น แซงในที่คับขัน จอดรถไม่ถูกที่ เพื่อนอเมริกันจะพูดอยู่เสมอว่า มันผิดกฏหมาย บางครั้งพวกเขาอายจนต้องมุดลงไปหลังเบาะ ในขณะที่คนไทยนั่งกันเฉยๆ และก็พูดเสมอว่า ไม่เป็นไร ทั้งๆที่ไม่มีตำรวจเห็นการกระทำนั้นแต่ คนอเมริกันมีนิสัยเคารพกฏหมายด้วยตัวเอง

เรื่องเล็กๆอย่างกฏจราจรนี้สะท้อนเรื่องใหญ่ได้ เพราะมันคือ ความเคยชิน เมื่อเคยชินบ่อยๆเข้าก็จะกลายเป็น นิสัย เมื่อมีนิสัยอย่างนั้นนานพอมันก็จะซึมซาบเข้าไปกลายเป็น สันดาน ของคน และมันจะพัฒนาจากเรื่องเล็กๆแล้วค่อยๆใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ในภาพนี้เราจะเห็นว่า คนไทย ส่วนใหญ่ เคยชิน กับการทำผิดกฏหมายเล็กๆน้อยมาชั่วชีวิตจนไม่รู้สึกว่ามันผิดกฏหมายแล้ว จึงมักจะได้ยินคำพูดว่า ใครๆเขาก็ทำกันอย่างนี้ อยู่เสมอๆ คนที่มีอำนาจน้อยก็เคยชินกับเรื่องผิดเล็กๆน้อย พวกที่มีอำนาจมากหน่อยก็เคยชินกับเรื่องผิดฏหมายที่ใหญ่ขึ้น ตามอำนาจหน้าที่ที่สูงขึ้น (ผมใช้คำว่าอำนาจหน้าที่ นั้นหมายความรวมทุกคน ไม่จำกัดฌฉพาะข้าราชการ เพราะทุกคนมีหน้าที่ทำงานของตัวเองจึงมีอำนาจที่จะทำงานนั้น) เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้ ก็พอจะชี้ได้ว่า รากแห่งการรัฐประหารของไทย ไม่ใช่อะไรที่ไหนไกลเลย แต่มันคือ ความเคยชิน, นิสัย, สันดาน แห่งการยอมรับและทำสิ่งผิดกฏหมาย ของคนไทยส่วนใหญ่ นั่นเอง

วงจรอุบาทว์แห่งการรัฐประหาร

เราทุกคนต่างมีหน้าที่การงานที่ต้องทำของตัวเอง จึงมีอำนาจเพื่อที่จะทำหน้าที่นั้นได้ ตามธรรมชาติการทำหน้าที่ทั้งหลายมักจะพบกับอุปสรรคที่ทำให้ไม่ได้ผลงานตามที่หวังไว้ ท้ายที่สุดจะส่งผลไปเป็นรายได้ไม่พอกับที่จะต้องจ่าย..1 หรือบางคนบางกลุ่มไม่ต้องการทำหน้าที่ แต่อยากจะมีรายได้เยอะ..2 ไม่ว่ากรณีใด ก็มักจะมาจาก ความไม่รู้ ไม่รู้ว่ามีวิธีชนะอุปสรรคนั้นได้, ไม่รู้ว่าต้องทำหน้าที่จึงจะได้มาซึ่งสิทธิ์และรายได้ แต่ด้วยนิสัยที่ยอมรับการทำผิดกฏหมายหากแก้ปัญหาของตัวเองได้ จึงหาทางออกทุกทางด้วยความไม่รู้นั้น ก็มักจะมองเห็นทางออกที่ง่ายๆคือการทำผิดกฏหมาย ผลก็คือการคอรัปชั่นด้วยวิธีต่างๆ เช่น

ชาวบ้านซื้อของ ถ้าแอบเอาของผู้ขายได้บ้างโดยไม่ต้องจ่ายเงินก็จะดี, พ่อค้าขายของถ้าโก่งราคาได้ก็จะทำ, ราคาสินค้าเพิ่มไม่ได้ ก็หาทางกักตุนให้สินค้าขาดตลาด เพิ่มราคาขายขึ้นไปได้, ราชการจะซื้อสินค้าก็เก็บหัวคิวจากพ่อค้า, นักการเมืองก็ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อให้พ่อค้าที่ให้ประโยชน์ตอบแทน พูดง่ายๆคือ เกือบจะทุกฝ่ายทุกวงการ มีอำนาจหน้าที่อะไร ก็จะเอาอำนาจหน้าที่นั้น มาหาผลประโยชน์กัน กระทบกันเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยทั้งสังคม ใครที่ถืออำนาจมากว่าคนอื่นก็จะหาผลประโยชน์ได้มากกว่าคนอื่นโดยที่ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้น นั้นหมายความว่า สังคมไทยต้องจ่ายเพิ่มขึ้นให้กลุ่มคนที่มีอำนาจ โดยที่ผลผลิตไม่เพิ่มขึ้น ในระยาวสังคมไทยจะขาดทุน ซึ่งปัจจุบันก็เห็นภาพเช่นนี้ได้แล้ว ปัญหาท้ายที่สุดก็จะไปลงที่ ต่างกลุ่มต่างชี้หน้ากันว่า อีกกลุ่มนั้นโกงทำลายสังคม แล้วต่างคนต่างออกโฆษณาชวนเชื่อมาว่ากลุ่มตัวเองบริสุทธิ์ โต้กันไปโต้กันมา ดึงมวลชนเข้าไปอยู่กับกลุ่มตัวเองไปเรื่อย วันหนึ่งมวลชนไทยที่เคยเป็นหนึ่ง ก็ถูกแยก เป็น สอง, สาม … จนดูเหมือนจะไม่มีทางออก เพราะไม่มีปัญญามองทางออกอื่น จึงทำรัฐประหาร แล้วก็เริ่มรอบอุบาทว์ใหม่

ช่วยกันขุดรากถอนโคนแห่งการรัฐประหารกันเถิด

การออกกฏหมายเพื่อป้องกันการรัฐประหารไม่เกิดประโยชน์, การออกกฏหมายห้ามคอรัปชั่นก็ทำแล้วก็ไร้ประโยชน์ เพราะ ด้วยนิสัย-สันดาน ยอมรับและทำสิ่งผิดกฏหมายเพื่อแก้ปัญหาได้ เมื่อถึงเวลาที่มีปัญหาก็จะมองทางออกที่ผิดกฏหมายได้อีกอยู่ดี

ทางที่ถูกคือคนในสังคมแก้ตัวเองให้ไม่ยอมรับและไม่ทำสิ่งผิดกฏหมายใดๆ เริ่มตั้งแต่เรื่องง่าย เช่นกฏจราจร ลองพยายามใช้รถใช้ทางในการจราจรโดยไม่ผิดกฏจราจรเลย แล้วก็ไม่ยอมรับและไม่ทำคอรับชั่นใดๆ ถ้าคนไม่ทำสิ่งผิดกฏหมายได้ ชุมชนรอบๆคน เช่นบริษัท ก็จะถูกบังคับให้อยู่ในกฏ ราชการก็โกงไม่ได้ งบประมาณก็จะประหยัดไว้ได้ เมื่อโกงไม่ได้ ก็จะผลักให้คนต้องพัฒนาตัวเองเพื่อทำงานให้มีผลิตผล เมื่อไม่มีการโกง ไม่มีการคอรับชั่น พวกที่อยากจะทำรัฐประหารก็ทำไม่ได้ ด้วยไม่มีเงื่อนไขพอ ทำแล้วชาวบ้านต่อต้านก็อยู่ไม่ได้

ถ้าเราทุกคนช่วยกันแก้นิสัยสันดานตัวเองให้เคารพกฏหมายได้ โดยไม่ต้องไปเรียกร้องอะไรที่ไหน เมื่อนั่นการรัฐประหาร การคอรับชั่น จะหายไปทันที และลักษณะประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นโดยอัติโนมัติ การกระทำดังนี้ คือการปฏิวัติสังคมของประชาชนอย่างแท้จริง

ขอปัญญาจงมีแก่ท่านตลอดไป

มีนาคม 21, 2010

การต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อ

Filed under: กลยุทธ์ — ภูวเดช @ 4:17 am

ในสังคมข่าวสารอย่างในปัจจุบัน ข่าวสารที่ท่วมตัวเราอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็น โฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ที่หน่วยงานต่างๆส่งออกมาเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ออกโฆษณาชวนเชื่อ จึงสมควรที่เราจะต้องเข้าใจ โฆษณาชวนเชื่อให้กระจ่าง เพื่อจะได้ไม่ถูกโฆษณาชวนเชื่อ ล้างสมอง

โฆษณาชวนเชื่อกระทบเราอย่างไร ?

โดยปกติพฤติกรรมของคนจะขึ้นอยู่กับความคิดและทัศนะคติต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ จะเปลี่ยนพฤติกรรมก็ต้องเปลี่ยน ความคิด และถ้าเลยไปถึงเปลี่ยนทัศนะคติได้ ก็จะถือว่าคนผู้เป็นเหยื่อนั้นได้พ่ายแพ้อย่างศิโรราบให้กับผู้ทำโฆษณาชวนเชื่อนั้น ต่อไปจากนั้นผู้ชนะจะสั่งการให้เหยื่อทำอะไรให้ก็ได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นๆ เช่นให้ซื้อสินค้า, ให้ช่วยขายสินค้าให้, ไปจนเทอดทูนบูชา, ปกป้อง, ต่อสู้อย่างยอมตายถวายชีวิตเพื่อ นายแห่งโฆษณาชวนเชื่อนั้น นั่นหมายความว่าคนผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อได้กลายเป็นทาสทางจิตใจให้กับนายผู้ทำโฆษณาชวนเชื่อนั้นโดยไม่รู้ตัวเลย

ถ้าโฆษณาชวนเชื่อถูกใช้เพื่อเป้าหมายที่ถูกต้องตามธรรม ก็จะถือเป็นการฝึกฝนสั่งสอนทรัพยากรบุคคลที่พึงจะกระทำ แต่ถ้าทำด้วยเป้าหมายที่แอบแฝงซ่อนเล้นด้วยความเอารัดเอาเปรียบ, การทำลายล้าง ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ต้องต่อต้าน ในบทความนี้จึงมุ่งที่จะต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อที่แอบแฝงสิ่งร้ายๆไว้เบิ้องหลัง

รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองกำลังเป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อ ?

โดยทั่วไปโฆษณาชวนเชื่อจะมาในหลายรูปแบบ อาจจะถูกแพร่ออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์, ประกาศทางวิทยุกระจายเสียง, ภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์ หรือคำพูดโดยตรงของผู้ปฏิบัติการจิตวิทยาของโฆษณาชวนเชื่อ และยังมีรูปแบบใหม่ออกมาตลอดเวลา ทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้รับไม่รู้ตัวเลยว่าได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองไปเรียบร้อยแล้ว

ประเด็นจึงอยู่ที่เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองอยู่ ? และอาจจะยิ่งไปกว่านั้นคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าเราได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองไปแล้ว ?

  1. สติ จุดเริ่มที่จะทำให้รู้ได้ว่าถูกโฆษณาชวนเชื่อเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองไปแล้วหรือยัง คือ สติ ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ การจะมีสติอยู่ได้ตลอดเวลานั้น ฟังดูเหมือนจง่ายๆ แต่จริงแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้มีการฝึกจิดใจนั้น เป็นเรื่องยากมากที่จะมีสติระลึกรู้คัวอยู่ตลอดเวลา เพราะมีสิ่งเร้าต่างๆมากมายผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เข้าสู่จิตใจตลอดเวลา ดังนั้นต้องฝึกให้มีสติระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา การจะฝึกอย่างไรนั้นมีหนังสือธรรมะหลายเล่มแนะนำไว้ ก็หาอ่านได้ตามสะดวก
  2. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีสติแล้วก็ให้สังเกตุตัวเองว่า ตัวเองมีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปกติบ้างไหม เช่น อยู่ๆวันหนึ่งซื้อสินค้าที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยซื้อเลย, ไม่เคยสนใจบางเรื่องก็หันมาสนใจ, ไม่เคยต้องเถียงอะไรกับใครก็ทนไม่ได้ต้องโต้เถียง, รู้สึกเทอดทูนใครบางคนเป็นพิเศษอาจถึงยอมตายแทนได้ทั้งๆที่ในอดีตไม่เคย, รู้สึกเกลียดใครบางคนเอามากๆถึงขนาดต้องทำร้ายคนคนนั้นโดยไม่รู้สาเหตุ เป็นต้น เมื่อใดก็ตามที่สังเกตุตัวเองได้ว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเช่นนี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า เราได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองเรียบร้อยแล้ว
  3. ละความยึดถือตัวตน ขณะที่สติช่วยสังเกตุว่า พฤติกรรมเราเปลี่ยนไปแล้ว จะปรากฏความยึดถือตัวเองขึ้นมาทันทีว่า “ไม่ใช่หรอกเราไม่ได้โง่อย่างนั้น จนให้เขาหลอกได้ ” ความรู้สึกนี้รุนแรงมากยากที่จะแก้ไขได้ง่ายๆ ลองพิจารณา ถึงสภาพคนที่พร้อมจะตายแทนคนที่เขาเทอดทูนได้ แล้วเราไปบอกว่าคนที่เขาเทอดทูนนั้น เป็นคนลวงโลก คงได้ทะเลาะกันแน่ เพื่อให้ยอมรับการทำงานของสติได้ ต้องพยายามละความยึดถือตัวเองนั้นให้ได้ โดยพึงระลึกไว้เสมอว่า เราก็ปุถุชนผู้มีกิเลศหนาย่อมหลงผิดได้เสมอ

เมื่อมาถึงตรงนี้ก็พอจะระลึกรู้ได้แล้วว่า เราได้ถูกโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองแล้ว แต่การที่จะลบข้อมูลที่ถูกฝังไว้ในจิตใจเรานั้นไม่ง่ายเหมือนเอายางลบลบดินสอบนแผ่นกระดาษจึงต้องมีวิธีลบข้อมูลต่อไป

การลบข้อมูลของโฆษณาชวนเชื่อในจิตใจเรา

โดยทั่วไปมักจะใช้คำว่า ล้างสมอง กับการใส่ข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อนั้นเข้าไปในความคิดเรา ด้วยความเข้าใจว่าการกระทำของคนเป็นไปตามการควบคุมจากสมอง แต่ผลจริงๆของโฆษณาชวนเชื่อนั้น มันเข้าไปเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา และเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว จิตใจของเราเองต่างหากที่ไปยึดข้อมูลของโฆษณาชวนเชื่อนั้นไว้ จึงต้องทำบางอย่างกับจิตใจเราเพื่อจะลบโฆษณาชวนเชื่อออกไป ดังนี้

  1. พิจารณาให้ถึงแก่นแท้ของเรื่อง โฆษณาชวนเชื่อเป็นเรื่องหลอกลวง เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้ก็จะเห็นถึงความหลอกลวงได้ เมื่อเห็นความหลอกลวงในโฆษณาชวนเชื่อ จิตใจก็จะคลายการยึดถือโฆษณาชวนเชื่อลงไป (more…)

มีนาคม 14, 2010

ชัยชนะของทุกฝ่าย

Filed under: กลยุทธ์ — ภูวเดช @ 5:34 pm

ในขณะที่ทุกฝ่ายกำลังต่อสู้กันจนฝุ่นตลบ จึงอาจจะไม่ค่อยมีเวลาคิดถึงชัยชนะที่แท้จริง ซึ่งแต่ละฝ่ายสู้เพื่อให้ได้มา ทุกฝ่ายต่างระดมสรรพกำลังต่อสู้กันเพื่อให้ชัยชนะนั้นมาอยู่กับฝ่ายของตัวให้ได้ จึงขอช่วยทุกฝ่ายให้ได้ชัยชนะที่หวังนั้น ดังต่อไปนี้ครับ

1. ท่านอดีตนายกทักษิณ ถ้าท่านต้องการชนะฝ่ายอำมาตย์ พร้อมทั้งพรรคพวกของอำมาตย์ ไม่ยากเลยครับ แค่ท่านแยกทางเดินกับทุกฝ่ายที่สนับสนุนท่านอย่างเด็ดขาด กับเอาหลักฐานมาชี้แจงให้กระจ่างไปเลยว่าท่านบริสุทธิ์ อย่าอ้ำๆอึ้งๆ ถ้าท่านชี้แจงได้อย่างสิ้นสงสัย ทั้งต่อศาล และสาธารณะทั่วโลก ก็หมายความว่า ฝ่ายอำมาตย์กลั่นแกล้งท่านจริงโดยที่ท่านไม่จำต้องกล่าวหาพวกเขาเลย การต่อสู้ของท่านจะชอบธรรมขึ้นมาทันที การกระทำของฝ่ายตรงข้ามท่านจะสิ้นความชอบธรรมไป ในที่สุดท่านก็จะสามารถกลับมาเมืองไทยได้อย่างสง่าผ่าเผย เกียรติของท่านจะกลับคืนมา

ถ่าท่านชนะเช่นนี้ได้ ชัยชนะของท่านจะเป็นชัยชนะที่ยั่งยืน อาจจะกระทบกับฝ่ายตรงข้าท่านบ้าง พวกเขาจะถูกบังคับให้ยอมรับชัยชนะของท่านโดยดุษฎี ชัยชนะของท่านเช่นนี้ จะทำให้มวลชนที่เคยสนับสนุนท่าน รู้สึกชนะไปด้วย และที่สำคัญ ประเทศไทยจะชนะตามท่านไปด้วย

2. ท่านอภิสิทธิ์ในนามของรัฐบาลไทย ถ้าต้องการชนะท่านอดีตนายกทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดง ก็ไม่ยาก อะไรที่เคยกล่าวหาท่านอดีตนายกทักษิณและรัฐบาล ว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อย่าเอามาทำเสียเอง กับอะไรก็ตามที่รัฐบาลท่านทักษิณทำไว้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็ทำให้เสมอกันหรือมากกว่านิดหน่อย โดยไม่จำต้องตอแยกับท่านทักษิณและคนเสื้อแดงเลย อาจตอบโต้เฉพาะกรณีที่ถูกกล่าวหาโดยไร้ความจริง แค่นี้ ประชาชนก็จะค่อยๆลืมท่านทักษิณไปในที่สุด เลือกตั้งกี่ครั้งๆท่านก็จะชนะได้เป็นรัฐบาลไปเรื่อยๆ

ถ้าท่านและรัฐบาลของท่าน ชนะได้ด้วยวิธีนี้ นอกจากท่านจะชนะท่านทักษิณได้ ท่านจะทำให้ประเทศไทยชนะด้วย และท้ายที่สุด ท่านทักษิณและมวลชนสนับสนุนก็จะพลอยชนะไปด้วยในที่สุด

3. กลุ่มคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อให้ได้ชัยชนะได้ประชาธิปไตยตามที่ท่านต่อสู้ ท่านต้องแยกทางเดินจากท่านทักษิณให้เด็ดขาดจริงจัง ไม่อ้างอิงใดๆกับท่านทักษิณเลย เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยหลักการเนื้อแท้แห่งประชาธิปไตย ชี้แจงอย่างมีหลักฐานที่กระจ่างถึงความไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย ผลเสียของการไม่เป็นประชาธิปไตย และขาดไม่ได้คือผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประชาชนเมื่อประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ โดยไม่โจมตีองคมนตรีหรือกลุ่มชนชั้นสูง ถ้าจะมีการชุมนุมบ้างก็อย่าให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากนัก ถ้าท่านทำได้เช่นนี้ การเรียกร้องประชาธิปไตยของท่านจะมีน้ำหนัก เพราะจะหลุดพ้นจากคำว่า ท่านเรียกร้องเพื่อท่านทักษิณ มวลชนจะค่อยๆเห็นด้วยกับท่าน พรรคการเมืองที่ท่านสนับสนุน ก็จะชนะเลือกตั้ง ในที่สุด

ผลแห่งชัยชนะของท่านเช่นนี้ท้ายที่สุดตกแก่ประชาชนไทยทุกคน นั่นหมายความว่าประเทศไทยชนะด้วย

4. ประชาชนทั่วไป จริงๆแล้วประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งได้รับการรองรับจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับ แต่ประชาชนมักจะไม่รู้คุณค่าของอำนาจอธิปไตยที่มีอยู่นั้น ประกอบกับความไว้ใจในคนที่ชอบ จึงมอบอำนาจอธิปไตยที่มีอยู่นั้นให้ฝ่ายต่างๆไปอย่างง่ายดาย ในเวลาปกติก็มอบให้กับนักการเมืองที่ชอบ เมื่อเกิดปฏิวัติขึ้นก็เอาอำนาจอธิปไตยไปมอบให้คณะปฏิวัติโดยไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆเลย จริงๆแล้วถ้าประชาชนอยู่นิ่งๆได้ ทุกฝ่ายจะเข้าหา และระดมสรรพกำลังต่าง ใช้โฆษณาชวนเชื่อ หลอกล่อเอาอำนาจอธิปไตยของประชาชนไป ถ้าประชาชนไม่หลงไปกับโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้น โดยรู้ทันก็จะวางท่าทีที่เหมาะสมกับสถานะการณ์ตรงหน้านั้นได้ แค่อยู่เฉยๆประชาชนก็ชนะแล้ว ฝ่ายต่างๆที่ขัดแย้งกันจะทำอะไรไม่ได้มากถ้าไม่มีประชาชนช่วยถือหางให้เขา และถ้าประชาชนเข้าใจในสิทธิ์และหน้าที่ของตัวเองอย่างถ่องแท้แล้ว ก็สามารถจะแสดงความต้องการ ความเห็น ตัดสินเรื่องราวต่าง ชี้นำให้ทุกฝ่ายสนองความต้องการได้

ถ้าประชาชนชนะเช่นนี้ได้ ก็หมายความว่าประเทศไทยทั้งหมดชนะ ถ้าถึงขั้นประชาชนชนะเช่นนี้ได้ ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าด้วยความสงบสุขร่มเย็น น่าอยู่อย่างยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน

ที่สำคัญไม่ว่าฝ่ายใดข้างต้นนั้น แพ้ ถ้ประชาชนยังชนะอยู่ได้ ประเทศไทยก็ชนะด้วย ไม่มีความเสียหายจากการพ่ายแพ้ของฝ่ายต่างๆ แต่ถ้าประชาชนแพ้ ชัยชนะของฝ่ายต่างๆนั้นจะไร้ค่า ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ที่สุดประเทศไทยแพ้

เมื่อรู้ดั่งนี้แล้วไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ก็ให้ถือว่าเป็นภาระกิจแห่งชีวิตที่ท่านต้องชนะให้ได้ ขอให้ชัยชนะจงมีแก่ทุกท่านครับ

บลอกที่ WordPress.com .